เตือนภัยกินลูกชิ้นปลาถึงตาย ฟอร์เวิร์ดเมล์ระบุ ล่าสุดที่ รพ.จุฬาฯ พยาบาลตาย 1 หมอสาหัส 3 ด้านร พ.จุฬาฯ รับเป็นเรื่องจริง โดยนิสิตแพทย์ 3 คนรับเคราะห์ สาเหตุมีเนื้อปลาปักเป้าปนเข้ามาในร้านอาหารในโรงพยาบาล ส่วนพยาบาลที่ตายเป็นเพราะอาหารเป็นพิษไม่เกี่ยวกัน ส่วนมาตรการหลังเกิดเหตุขอความร่วมมือห้ามขายปลาในโรงพยาบาลแล้ว ผู้สื่อข่าวรายงานปรากฏมีฟอร์เวิร์ดเมล์น่าตกใจเกี่ยวกับการกินลูกชิ้นปลา โดยมีเนื้อหาสำคัญว่า ด่วน งดกินลูกชิ้นปลา ได้รับ forward mail มา และโทร.ไปถามพี่สาวที่ รพ.จุฬาฯ เขาบอกเรื่องจริง แต่ปิดข่าวกัน เขาเลยใช้วิธีเมล์บอกต่อกัน เพื่อนเราซึ่งเป็นหมอที่ รพ.จุฬาฯ โทร.มาเตือนว่าอย่ารับประทานลูกชิ้นปลาในช่วงนี้ เนื่องจากมีนางพยาบาลเสียชีวิตเช้านี้ หลังรับประทานลูกชิ้นปลาที่โรงอาหารใน รพ. ตอนนี้มีนักศึกษาป่วยด้วยสาเหตุเดียวกัน คาดว่าโรงงานผลิตลูกชิ้นปลานำปลาปักเป้ามาทำ ที่สำคัญคือโรงงานได้กระจายสินค้าไปทั่ว ไม่รู้ไปที่ใดบ้าง ระวังไว้ก่อนก็ดี เมล์ดังกล่าวระบุอีกว่า ยืนยันครับ เหตุเกิดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เรื่องมีอยู่ว่าหมอ 3 คนไปกินแล้วก็มีอาการแน่นหน้าอก แล้วสุดท้ายก็ต้องเข้าห้องไอซียู แต่หมอช่วยทัน คนซวยคือพยาบาล ที่กินแล้วไปนอน กว่าแม่บ้านหอของ รพ.จุฬาฯ จะเอามาห้องไอซียู พยาบาลคนนี้ก็ตัวเขียวแล้ว เข้าห้องไอซียูตอนตี 2 มีการดูดอาหารจากกระเพาะ ผลคือมีทั้งเลือดทั้งอาหารและกากอาหารในลำไส้ไหลตีย้อนมาอยู่ในกระเพาะหมดเลย จากนั้นราวตี 5 พยาบาลคนนี้บอกว่าแน่นหน้าอกมากๆ แล้วก็เสียชีวิตเลย รุ่งขึ้น 7 โมงเช้ามีน้องเขาโทร.มาเล่าให้ฟัง ผมจึงยืนยันได้เลย ลืมบอกว่าเป็นโรงอาหารของคณะแพทย์ครับ ผู้สื่อข่าวได้ทำการตรวจสอบเรื่องราวดังกล่าว โดยทางฝ่ายประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาลจุฬาฯ ได้เผยว่า เรื่องนี้ทราบกันแล้ว เหตุการณ์ทั้งหมดคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่เรื่องจริงก็มีสาเหตุมาจากเนื้อปลาเหมือนกัน โดยทั้ง 2 เหตุการณ์คือของพยาบาล และนิสิตแพทย์ 3 คน เกิดขึ้นพร้อมๆ กันในช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พยาบาลไม่ได้เสียชีวิตจากการกินลูกชิ้นปลา แต่สาเหตุมาจากที่ต้องเฝ้าไข้พ่อแม่ อยู่เวรติดต่อกันหลายวัน แล้ววันที่เกิดเหตุก็ไม่ได้กินลูกชิ้นปลา แต่กินขนมจีนน้ำยาป่าที่ทำมากินเองกับเพื่อน ตอนเย็นกินไอศกรีมกับหมูปิ้ง สาเหตุการเสียชีวิตมาจากอาหารเป็นพิษ ไม่เกี่ยวกับลูกชิ้นปลา เป็นอาการติดเชื้อในกระแสเลือด ส่วนอาการของนิสิตแพทย์ 3 คนนั้น เกิดจากการกินปลาจริง "นิสิตแพทย์ 3 คน เกิดอาการแน่นหน้าอก และต้องเข้ารับการรักษาจากการกินเนื้อปลา แต่ไม่ใช่ลูกชิ้นปลา ซึ่งทุกวันนี้ก็ต้องยอมรับว่ายังควบคุมได้ไม่หมดเกี่ยวกับเนื้อของปลาปักเป้าที่อาจจะปนมากับเนื้อปลาทั่วไป ถึงทางกระทรวงสาธารณสุขจะมีมาตรการควบคุม แต่ก็ยังไม่หมด นิสิตแพทย์ 3 คนจึงได้รับประทานเข้าไปและเกิดอาการดังกล่าว แต่ทั้งนี้ทางร้านที่ขายก็ไม่ทราบ เนื่องจากไปซื้อเนื้อปลามาจากตลาดอีกที ยอมรับว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง แต่ด้วย 2 เหตุการณ์เกิดใกล้เคียงกัน รวมกับการฟอร์เวิร์ดเมล์ไปมาจึงทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ทั้งนี้เมื่อเกิดเรื่อง ทางเราก็ได้มีมาตรการป้องกันเพิ่มขึ้น โดยขอความร่วมมือให้ร้านอาหารภายในโรงพยาบาลงดน้ำเนื้อปลามาจำหน่าย" ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รพ.จุฬาฯ กล่าว ฝ่ายประชาสัมพันธ์คนเดิมยังกล่าวด้วยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลนั้นจริงๆ แล้วเป็นเรื่องเล็ก เมื่อเทียบกับเนื้อปลาปักเป้าที่ปลอมปนไปทั่วประเทศ ทุกวันนี้แหล่งส่งปลาขนาดใหญ่ สมาคมประมงต่างๆ ได้มีการตรวจสอบมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะที่จังหวัดสมุทรสาครเป็นแหล่งใหญ่ที่ส่งปลาไปทั่วประเทศ ตอนนี้อาจจะมีปลาปักเป้าปนไปทั่วแล้ว สังคมต้องระวังตัวเอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาดูแลอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข ปลาปักเป้า หรือ Puffer fish เป็นปลาที่หาได้ในน้ำจืดและ น้ำเค็ม พบได้ทั่วไปในประเทศที่มีอากาศร้อนและอบอุ่น ในประเทศไทย พบปลาปักเป้าน้ำจืดได้ตามแหล่งน้ำต่าง ๆ เช่นตามหนอง คลอง บึง ส่วนปลาปักเป้าหนามทุเรียน เป็นปลาปักเป้าทะเล พบได้ในอ่าวไทย ตามปรกติปลาปักเป้าจะมีสภาพเหมือนปลาทั่วไป มีหนามสั้นหรือยาวแล้วแต่ชนิด หากถูกรบกวนจะพองตัวขึ้น มีรูปร่างคล้ายลูกโป่ง หรือลูกบอลลูน ปลาปักเป้าทะเล เป็นที่รู้จักกันดีสำหรับชาวประมง ถ้าพบเห็นบนเรือลากอวน เขาจะทำลายมันทิ้ง หรือโยนกลับลงไปในทะเล ในญี่ปุ่นเรียกปลาชนิดนี้ว่า "Fugu" ชาวญี่ปุ่นชอบรับประทานแต่ต้องมีการเตรียมโดยผู้ที่มีความชำนาญ เฉพาะเป็นพิเศษ จึงจะไม่มีพิษ พิษของปลาปักเป้ามีชื่อว่า Tetrodotoxin พิษปลาปักเป้า พบมากที่สุดในส่วนของ ไข่ ตับ ลำไส้ หนัง ส่วนที่เป็นเนื้อปลาจะมีพิษน้อย ลักษณะอาการในผู้ที่ได้รับพิษ หลังรับประทานเข้าไปประมาณ 10-30 นาที จะมีอาการดัง นี้ (บางรายอาจเป็นชั่วโมงขึ้นอยู่กับปริมาณของพิษที่ผู้ป่วยได้รับเข้าไป) ระยะแรก จะเริ่มมีอาการชาที่ริมฝีปาก ลิ้น บริเวณใบหน้า และปลายนิ้วมือ รวมทั้งคลื่นไส้อาเจียน ระยะที่สอง จะมีอาการอ่อนเพลีย ชามากขึ้น แขนขาไม่มีแรง จนเดิน หรือยืนไม่ได้ ระยะที่สาม จะมีกล้ามเนื้อกระตุก คล้ายชัก พูดลำบาก ตะกุก ตะกัก พูดไม่ได้ เนื่องจากมีอัมพาตของสายกล่องเสียง ระยะที่สี่ กล้ามเนื้อจะเป็นอัมพาต หายใจไม่ออก ไม่รู้สึกตัว และถึงแก่ความตายโดยการหยุดหายใจ พิษของปลาปักเป้า ไม่มียาแก้พิษ (antidote) โดยเฉพาะ ต้องรักษาแบบประคับประคองโดยให้น้ำเกลือ ถ้าหยุดหายใจต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ เมื่อพิษของปลาปักเป้าถูกขับออกไปทางปัสสาวะผู้ป่วยก็จะหายจาก อาการเหล่านี้ ฉะนั้น การรับประทานอาหารปลาต้องระวัง เช่น ข้าวต้มปลา หรือปลาผัดคึ่นฉ่าย ถ้าเกิดอาการดังได้กล่าวแล้ว ต้องรีบไป โรงพยาบาล มิฉะนั้น ถ้ารักษาไม่ทันอาจถึงแก่ชีวิต ความจริงกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศ ฉบับที่ 264 พ.ศ. 2545 เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย คือปลาปักเป้าทุกชนิด และอาหารที่มีปลาปักเป้าเป็นส่วนผสม เป็นอาหาร ที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายแต่ก็ยังมีผู้ละเมิดอาจจะรู้ หรือไม่รู้ เพราะปลาปักเป้ามีราคาถูก และมีเนี้อน่ารับประทานนำมาขายทำให้เกิด เหตุร้ายดังได้กล่าวแล้ว ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องระมัดระวังให้ดีในการรับ ประทานอาหาร |